Posted by on 28/02/2017

บทความจาก Senior Br.Antrony Starno

ราชาโยคะ และชัยชนะเหนือประสาทสัมผัส

ประสาทสัมผัสทั้ง 5

ราชาโยคะคือวิธีการฝึกจิตและความเข้าใจด้านจิตวิญญาณมาแต่โบราณ สำหรับชีวิตปัจจุบันที่เราสามารถกลับคืนสู่ความสงบภายใน และพลังทางจิตที่มาจากคุณค่าความดีดั้งเดิมของดวงวิญญาณ

ราชาโยคะให้คำตอบมากมายแก่เงื่อนงำคำถามที่เกี่ยวกับเอกลักษณ์ที่แท้จริงและเป้าหมายชีวิตซึ่งเปิดทางไปสู่ความสมดุลของจิตใจและสติปัญญาที่มีธรรมชาติของความสงบและความสุขภายในหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ ส่วนในระดับที่ลึกล้ำของการตระหนักรู้ในตนเองและสิ่งสูงสุดว่าเป็นดวงวิญญาณ เป็นจุดแห่งแสงที่แสนเล็ก พลังงานที่มีชีวิต เป็นอมตะไม่มีวันสูญสลายนั้นเป็นไปเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันเป็นนิรันดร์ ที่เรียกว่า โยคะทางจิต… ที่เชื่อมโยงทุกชีวิตให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

ความปิติสุข คือคุณสมบัติที่เด่นที่สุดของดวงวิญญาณสูงสุด ผู้ปราศจากร่าง ไม่มีตัวตน สำหรับดวงวิญญาณมนุษย์ต้องใช้ร่างกายในการพัฒนาความสุขเหนือประสาทสัมผัส (Supersensuous Joy) อุปสรรคที่เข้ามาขัดขวางความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่กับดวงวิญญาณสูงสุด คือ แรงดึงรั้งของประสาทสัมผัสของร่างกาย ที่เปรียบเหมือนม้าป่า ที่ดวงวิญญาณเป็นสารถี จะต้องฝึกควบคุม โดยอาศัย ? การเข้าใจความรู้ทางจิต และ ? การใช้ประสาทสัมผัส เพื่อช่วยเหลือให้ประโยชน์ผู้อื่น ในสำนึกของการเป็นดวงวิญญาณ ผู้เป็นนาย

เมื่อมีความรู้และความเข้าใจลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เราจะตระหนักได้ว่า ควรทำอย่างไร ในการควบคุมประสาทสัมผัสทั้งหลาย ส่วนการช่วยเหลือผู้อื่นก็จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ และยิ่งสติปัญญามีความบริสุทธิ์และสอดคล้อง กับดวงวิญญาณสูงสุดมากแค่ไหน กระแสแห่งพลังที่ได้รับจากท่าน ก็จะ เปลี่ยนแปลงประสาทสัมผัสที่เคยให้ผลร้ายในหลายๆ ชาติเกิดที่ผ่านมา ให้กลายเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดคุณสมบัติที่ดีงามของท่านได้มากเท่านั้น

รากฐานของชัยชนะเหนือประสาทสัมผัสทั้งห้านั้น คือ การมีพลังโยคะบนพื้นฐานของจิตสำนึกที่เป็นดวงวิญญาณ นั่นคือ เมื่อดวงวิญญาณหยั่งรู้ในตนเอง อย่างมั่นคง เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และตระหนักถึงคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงนี้ ก็จะสามารถใช้ประสาทสัมผัส เพื่อให้ความรู้และช่วยเหลือผู้อื่นได้

หู
เมื่อจิตใจอยู่ในความนิ่งสงบ ละห่างจากเสียงที่ผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัส ย่อมสามารถได้ยินความคิด ได้ยินสัจจะ สัมผัสหัวใจ สัมผัสความละเอียดอ่อนของชีวิตได้อย่างลึกล้ำ การละห่างจากเสียงมิได้หมายถึงการหยุดใช้เสียง แต่หมายถึงการทำให้ประสาทสัมผัสเงียบลง ด้วยการฝึกฝนประสาทหูให้ปกป้องตนเองจากเสียง แทนการรับเข้ามาเก็บไว้ ขยายขอบเขตของความเงียบจากภายใน ผลักดันหรือหันเหเสียงให้ออกไปจากจิตใจ เมื่อประสาทหูสามารถต่อด้านเสียงที่ไม่ต้องการ สิ่งที่เหลือไว้มีเพียงเสียงที่ควรได้ยิน และการเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำคือความสามารถในการรับฟังที่แท้จริง

จมูก
รูปร่างของจมูก บ่งบอกถึงการก้าวออกไปสู่ชีวิต การแสดงบทบาท การสร้างผลกระทบ เป็นการนำตนเองเข้าร่วมสถานการณ์ หรือการยื่นจมูกเข้าไปยุ่งเกี่ยว
การสร้างผลกระทบต่อชีวิตมีหลายหนทาง ไม่เพียงแต่การนำตนเองเข้าสู่ชีวิต แต่ด้วยการละวาง แม้อยู่ห่างไกลในความสงบ เราก็สามารถสร้างผลกระทบได้เช่นกัน
การมีชัยชนะเหนือประสาทสัมผัสนี้ คือการปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจากบทบาท จากการเรียกร้องของผู้คน จากเวลาสถานที่และทุกสิ่ง เป็นการอยู่โดยลำพังอย่างตื่นตัว เพี่อรับรู้และให้ความช่วยเหลือจากระยะห่างไกล ในความสงบ เราสามารถมองเห็นเค้าโครงของทั้งหมดและทำความเข้าใจก่อนจะเข้าไปใกล้ในรายละเอียดของสิ่งนั้นๆ
ชัยชนะในเวลาสุดท้าย คือความงดงามของการอยู่ตามลำพังกับตนเอง เป็นอิสระเพื่อถอนอวัยวะสัมผัสทั้งหมดเข้ามา ไกลห่าง จากสิ่งทั้งหมดที่เราได้เคยสัมผัส และเมื่อเข้าไปสัมผัสทุกคนอีกครั้ง นั่นคือการสร้างความอบอุ่นขึ้นมาใหม่ เพี่อแบ่งปันความสงบจากภายใน จากจิตใจที่อยู่เหนือสิ่งหลอกลวง

ปาก
สิ่งที่รับประทานเข้าไปและถ้อยคำใดๆที่เปล่งออกมา ต่างก็เป็นองค์ประกอบของอนาคต อาหารเสริมสร้างร่างกายเช่นเดียวกับที่ถ้อยคำสรรสร้างชีวิต การเป็นนายเหนือปากหมายถึงการพูดด้วยถ้อยคำที่มีผลต่อการสร้างบรรยากาศที่ดี ถ้อยคำที่เต็มไปด้วยพลังที่ไหลริน มาจากสายธารแห่งความรู้สึกที่ดีงาม จากความเงียบสงบภายในจิตใจ ย่อมก่อให้เกิดความเบาสบาย สามารถโน้มน้าวจิตใจและให้การผ่อนคลายแก่ผู้รับฟัง
อาหารที่รับประทานคือรากฐานของสิ่งนี้ อาหารช่วยเสริมสร้างร่างกาย และวิธีรับประทานอาหารก็ช่วยเสริมสร้างจิตใจ การรับประทานอาหารในความสงบ จึงเป็นการให้อาหารแก่จิตใจ เมื่อร่างกายสงบ ไม่ถูกรบกวน จิตใจก็ทำงานได้อย่างอิสระ เมื่อร่างกายและจิตใจอยู่ในภาวะ สมดุล ย่อมนำมาซึ่งความสุขในชีวิต

ดวงตา
การสร้างอนาคตที่สวยงาม เริ่มจากการเห็นทุกอย่างในสภาพที่เป็นจริง ไม่เชื่อมโยงกับสิ่งอื่นใด เมื่อมองดูต้นไม้ ก็เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งในธรรมชาติ เห็นลำต้น เห็นกิ่งก้านที่แตกสาขาออกไป และรากที่หยั่งลึกลงสู่ดิน ทั้งหมดนี้คือสัจจะ หรือ ความเป็นจริง
ความไม่จริงคือการใส่ภาพตนเองเข้าไป เช่นที่เด็กน้อยยังคงเห็นต้นไม้ว่าเป็นต้นไม้ จนกระทั่งเมื่อเขาขึ้นไปปีนป่าย หรือนั่งอยู่ใต้ ร่มเงาหรือนำเอาไปไปปลูกไว้ เช่นเดียวกับห้อง ที่คงเป็นเพียงแค่ห้อง จนกระทั่งเมื่อเด็กน้อยใช้เป็นที่หัวเราะ ร้องไห้ และเป็นที่อยู่อาศัย นั่นแหละคือการเชื่อมโยงประสบการณ์เข้าไปกับสิ่งต่างๆรอบตัว จนกระทั่งไม่หลงเหลืออะไรในสภาพดั้งเดิม

มือ
การเปลี่ยนแปลงบางสิ่งด้วยสัมผัสเดียวคือการเป็นนาย การเปลี่ยนแปลงโดยใช้ความพยายามมากมายคือการเป็นพ่อค้า การรู้สึกว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ คือการเป็นทาส พ่อค้าจำเป็นต้องมีความฉลาดและมุ่งมั่น ผู้เป็นนายเพียงแต่มีจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ การเป็นนายเหนือการสัมผัสคือการมีชีวิตอยู่ดังเช่นแขกผู้มาเยือน ไม่ใช่ผู้อาศัยอยู่ การมีชีวิตอยู่อย่างแขกผู้มาเยือนภายในร่างกายภายในโลก คือการรู้ขอบเขตของการคงอยู่ของตนเองอย่างแท้จริง จึงก้าวผ่านทุกสิ่งไปอย่างนุ่มนวล เต็มไปด้วยความร่าเริงและเป็น อิสระ ไม่มีการดึงดูดใครเข้าหาตนเอง หรือทำให้สิ่งใดเป็นของตนด้วยความเห็นแก่ตัว เพราะเป็นการทำให้สิ่งนั้นเสื่อมคุณค่าไปพร้อมกับเวลาที่ไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อส่วนรวม

การเข้าถึงแก่นแท้
การฝึกจิตคือความพยายามที่จะพบตัวตนที่แท้จริงที่มีเอกลักษณ์ของ ‘ฉันคือใคร’ เมื่อได้ตระหนักรู้ ก็จะเติมเต็มตนเองและกำหนดทิศทางชีวิตของตน สิ่งนี้เรียกว่าจิตสำนึกของ ‘ฉันเป็น’ ที่ออกมาจากภาวะของการฝึกจิต เมื่อมีการจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ว่า ‘ฉันเป็นอะไร’ แทนที่จะอยู่กับอดีตหรืออนาคตว่า ‘ฉันเคยเป็น’ หรือ ‘ฉันจะเป็นอะไร’

การเตือนตนเองถึงสภาวะนั้น เราใช้คำว่า “โอม” หมายความว่า “ฉันคือดวงวิญญาณ” เอกลักษณ์ทางจิตที่เป็นเหมือนกุญแจที่ไขไปสู่จิตสำนึกของมนุษย์ เมื่อเราพบตัวตนที่แท้จริง เราจะมีสำนึกรู้ถึงวิธีคิดและวิธีเป็นของตัวตนปลอมๆที่ได้เกาะกุมชีวิตเรามายาวนาน เมื่อเราเข้าใจตัวตนที่ล่อลวง(ได้ถึงขนาดนี้?) เราจะเริ่มขบวนการที่จะปลดแอกผลกระทบในทางลบที่มีต่อตนเอง ตัวตนที่ล่อลวงเกิดมาจากความอยากปรารถนา ซึ่งแม้จะได้รับการตอบสนอง ก็ไม่ได้เพิ่มคุณค่าชีวิตหรือไม่ได้คิดรู้ค่าตนเอง ความเป็นจริงแล้ว กลับเป็นขบวนการที่เกิดในทางตรงกันข้าม

ขอให้เราตรวจสอบดูว่าสิ่งล่อลวงทั้งหลายทำให้เรามีคุณค่าที่ผิดๆในชีวิตอย่างไร

สิ่งหลอกลวง ความคิด ผล
ความหลงทะนง ฉันรู้
ฉันเป็น
หยิ่งยะโส,ไม่ยืดหยุ่น
ควบคุมบังคับผู้อื่น
ความโกรธ ฉันคาดหวัง บีบบังคับ,ก้าวร้าว
ความผูกพันยึดมั่น ฉันเป็นเจ้าของ
สิ่งนี้เป็นของฉัน
ไม่มั่นคง,ครอบครอง
เป็นเจ้าของ,อิจฉาริษยา
ความละโมบ ฉันต้องการ
ฉันอยากได้
ว่างเปล่า,อยาก,ต้องการ
ไม่สมหวัง
ตัณหาราคะ ฉันมีความอยากมาก,
ฉันมุ่งมาดปรารถนา
กอบโกยประโยชน์ส่วนตน,
ใช้อะไรในทางที่ผิด,
พึ่งพิงทางอารมณ์

ไฟของกิเลสทั้งห้านั้นเผาไหม้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ ทำให้ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ สภาวะดั้งเดิมที่บริสุทธิ์ของแต่ละคน ที่เคยให้ความสุข ความสงบ เวลานี้เหลือเพียงความว่างเปล่า และความทุกข์

 

  • ความหลงทะนง
    คือเอกลักษณ์ทั้งหลายที่มาพร้อมกับความหลงทะนงและในสิ่งทั้งหลายภายนอกที่สร้างเอกลักษณ์ปลอมๆและ ความรู้สึกที่สุดขั้วของปมเด่นหรือปมด้อย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับผู้คน นำมาซึ่งความคิดว่า ‘ฉันเป็นอะไร ‘ ที่ขึ้นอยู่กับเพศ,ศาสนา,สัญชาติ,ความสำเร็จ ความสามารถ หรือ พรสวรรค์ ที่สร้างการยึดมั่นในตนเองพร้อมกับการเปรียบเทียบแข่งขันกับผู้อื่นเสมอ ภาวะของความไม่มั่นคงเช่นนี้นำไปสู่การบีบบังคับผู้อื่นให้ทำและคิดในวิธีทางเดียวกัน ความแตกต่างเป็นเหมือนสิ่งที่คุกคาม แทนที่จะเป็นของขวัญที่ติดมามีสิทธิ์โดยกำเนิด ที่จะแสดงออกต่างกันไปที่ใดที่มีความหลงทะนงเช่นนั้น ก็จะมีคนประเภทที่ยอมจำนนให้เขาเท่านั้นอยู่รอบๆตัว ใครก็ตามที่มีความคิดเห็นที่ต่างไป จะถูกปฎิเสธ ความหลงทะนงจะปฏิเสธเอกลักษณ์ดั้งเดิมจริงแท้ของเรา,ไม่มีการตระหนักรู้และฝังลึกอยู่ในใต้พื้นผิวของเอกลักษณ์ที่ผิดๆ เหตุนี้เอง จึงมีวิกฤตของเอกลักษณ์เช่นนั้น : มนุษยชาติ ไม่มีวิญญาณหลงเหลือ เปรียบเหมือนการขายวิญญาณให้แก่สิ่งภายนอก อาทิเช่น ‘สิ่งที่แก้ปัญหาได้เร็วไว’ (quick fixes) ประเพณีและ แรงดึงดูดต่างๆความหลงทะนง มีความคิดว่า “ฉันรู้ดีที่สุด” ตามมาด้วย การถือสิทธิ์ผิดๆที่จะควบคุมบังคับจัดการกับคนอื่น เท่าที่ตนเองจะหาประโยชน์ได้! ผลลัพธ์คือ การขัดแย้งกับความรู้สึกและกฏเกณฑ์ทั้งหลายที่เก็บกดความคิดของผู้อื่นที่สร้างสรรค์และมีความพิเศษ‘ฉันคือใคร’ ‘ฉันเป็นอะไร’ เป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในการตระหนักรู้ถึงคุณค่าภายในที่แท้จริงของตนเองว่าเป็นแหล่งทรัพยากรที่ได้นำมาใช้ในชีวิต เมื่อมนุษย์แต่ละคน ได้พบเอกลักษณ์ทางจิตวิญญาณของเขาอีกครั้ง เขาจะนำคุณค่าที่แท้จริงของตัวตนที่แท้จริงมาใช้ซึ่งไม่สามารถประดิษฐ์คิดสร้างขึ้นมาใหม่ สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดอยู่ที่นั่นมาตลอด เราเพียงแต่ต้องจดจำสิ่งนั้นให้ได้ด้วยการฝึกฝนสมาธิ การจดจำระลึกถึงและประสบการณ์ของตัวตนที่บริสุทธิ์จะแทนที่มลพิษของความหลงทะนงที่เห็นแก่ตัวทีละน้อย “ฉัน” ที่ไม่ถูกดึงดูดไปสู่อะไรหรือใคร จะกลายเป็นตัวตนที่สมบูรณ์ภายใน เป็นการแสดงออกถึงส่วนที่บริสุทธิ์แท้ที่ไม่เห็นแก่ตัว แต่คำนึงถึงผู้อื่น และผู้นั้นก็เริ่มที่จะแบ่งปันได้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรที่จำเป็น อะไรที่ควรค่าแก่การปลุกศักยภาพที่แท้จริงของผู้อื่นให้ตื่นขึ้นมาเพื่อช่วยพัฒนา เหมือนแสงอาทิตย์ แสงคือ สิ่งที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาอันยิ่งใหญ่ การก้าวไปในแสงจะตื่นรู้และก้าวหน้า ผู้ที่ไม่มีความหลงทะนง จะมีการกระทำ มีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่นและมีการแสดงตัวตนของเขาในวิธีทางนี้
  • ความโกรธ
    เป็นสิ่งที่ง่ายที่จะเข้าใจว่า ความโกรธเป็นหนึ่งในไฟที่ยิ่งใหญ่ภายในจิตใจมนุษย์อย่างไร มีการตะโกน ด่าทอ มีการใช้คำพูดข่มขู่ กล่าวโทษ เรียกร้อง หรือ ยื่นคำขาด ‘จะทำหรือไม่ทำ’ แต่ความโกรธก็เห็นได้ในความหงุดหงิดเมื่อเราไม่พูด เป็นความเงียบที่มีควันและไฟอยู่ข้างในของความไม่พอใจและอยู่ในความโกรธเคือง เป็นกระแสที่ตัดการสื่อสารที่แท้จริงกับผู้อื่นและในที่สุดก็ทำลายความสัมพันธ์ เราโกรธเพราะเราคาดหวังให้พฤติกรรมบางอย่างของใครเป็นดังใจ เมื่อไม่ได้เป็นอย่างนั้นเราก็มีความรุนแรง ชักจูงใจตนเองว่าผู้อื่นควรที่จะได้รับการลงโทษเช่นนั้น อย่างไรก็ตามผลก็คือความรุนแรงที่ไม่สามารถจะแก้ไขได้ โผล่ขึ้นมาตามเวลาตามสถานการณ์ คนโกรธมีการแจกแจงแสดงเหตุผลเข้าข้างตนเอง ที่นำไปสู่สภาวะที่ต้องมีการให้อภัยและปล่อยวาง เพื่อผ่อนปรนผู้นั้นหรือสถานการณ์ให้เบาบางลงขณะที่เขา คิดว่าเขาถูกและผู้อื่นผิดในรูปดั้งเดิมความโกรธไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่การโต้ตอบในทางลบ แต่เป็นพลังงานของการตอบรับในทางบวกต่อผู้คนและสถานการณ์ แต่การตอบรับเปิดทางให้แก่การตอบโต้ เมื่อเราหันกลับไปหาเอกลักษณ์ทางจิตวิญญาณ เราก็เริ่มที่จะค้นพบว่า ความสามารถที่เราจะอยู่นิ่งๆ รวมศูนย์อยู่กับตนเอง เราก็สามารถที่จะตอบรับในทางที่บวกแม้ต่อสถานการณ์หรือผู้คนที่เป็นลบ ด้วยสำนึกทางจิต พลังงานที่จะตอบรับนี้ได้เปลี่ยนไปเป็นความสามารถที่จะยอมรับเข้าใจและจัดการอย่างชาญฉลาดด้วยความสงบกับใครก็ตามหรืออะไรก็ตามที่ต้องผจญ
  • ความผูกพันยึดมั่น
    เป็นอิทธิพลจากความหลงทะนง เป็นพลังดั้งเดิมของความรักที่บริสุทธิ์ที่แปลสภาพเป็นความผูกพันยึดมั่น ด้วยความพยายามที่จะเป็นเจ้าข้าวเจ้าของใครสักคน หรือจะพยายามค้นหาเอกลักษณ์ของตนเองจากคนเหล่านั้น ในนามของความรักเราก็ติดกาวตัวเองกับผู้อื่น ยึดเกาะเข้าไว้ในบทบาท สถานภาพ ตำแหน่งเพื่อหาความมั่นคงและสิ่งค้ำจุนตนเอง อย่างไรก็ตามก็เพราะสิ่งเหล่านี้คือสิ่งภายนอก จึงเกิดความกลัวในการสูญเสีย และสร้างสภาวะที่ต้องเกาะเกี่ยวมากขึ้น พร้อมความอิจฉาริษยาและความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
  • ความละโมบ
    เมื่อเราหันเข้าไปหาแรงจูงใจและสมมุติฐานที่จอมปลอมเบื้องหลังความละโมบ เราจะอยู่กับความคิดและความรู้สึกที่ “ยิ่งฉันมีมากขึ้น ฉันก็จะดีขึ้น เป็นความพยายามทั้ง 2 ด้านที่จะเพิ่มคุณค่าของตนเองด้วยสิ่งของวัตถุที่ครอบครอง ตำแหน่ง ยศถา บทบาท พรสวรรค์ ความสำเร็จ เราผูกติดอยู่กับสิ่งนั้นเหมือนเป็นเอกลักษณ์ของตน ที่นำไปสู่การล่มสลายอย่างไม่รู้ตัว การพยายามที่จะเพิ่มคุณค่าของตนในทางที่ผิดเช่นนั้นทำให้เราถูกดึงให้ห่างไกลจากตัวตนที่แท้จริง เหตุนี้เองในหลายกรณี ผู้ที่มีทุกสิ่งทางวัตถุเขาจะถูกทิ้งไว้กับความรู้สึกที่ว่างเปล่า เข้ากับใครไม่ได้ แม้กระทั้งเต็มไปด้วยความกลัวเราไม่สามารถสร้างคุณค่าตนเองขึ้นมาด้วยการสะสมอะไรหรือขึ้นอยู่กับอะไรภายนอกผู้คนเติมความขาดภายในด้วยความละโมบแต่วิธีการเช่นนี้นั้นผิดธรรมชาติของกฎจักรวาล ทั้งหมดที่ฉันเป็น ที่ฉันสามารถทำให้ตนเองมีความสุขอย่างแท้จริง เริ่มมาจากภายในตนเอง ไม่ใช่ทางกลับกันจากข้างนอกเข้าไปข้างใน ไม่เช่นนั้นความปรารถนาของฉันจะไม่จบสิ้น เหมือนอสูรกาย 7 หัว ที่รักษาความปลอดภัยให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ในนิยายโบราณ : ทุกครั้งพระเอกชื่อ เจสัน ตัดหัวหนึ่ง ก็จะอีกหัวหนึ่งจะงอกขึ้นมาใหม่ อสูรกายนี้ไม่ตายจนกระทั่งเจสันมุ่งตรงไปที่หัวใจ ความอยากปรารถนาเกิดมาจากความต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เชื่อว่าจะได้รับความสำเร็จเมื่อได้รับการตอบสนอง รูปแบบของพฤติกรรมนี้หลอกลวงตนเอง และก็พิสูจน์ให้ได้ในสภาพของความไม่พอใจและความว่างเปล่าในตนเอง
  • ตัณหาราคะ
    ความอยากที่หลายคนที่เห็นว่ายากที่สุดที่จะเข้าใจคือตัณหาราคะ นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพลังในการสร้างของดวงวิญญาณมนุษย์ซึ่งกลายเป็นไฟของความเห็นแก่ตัวเผาไหม้ความเคารพตนเองและความเคารพผู้อื่นจนหมดสิ้น ผู้คนเริ่มยอมรับรูปแบบของความอยากปรารถนานี้ว่าเป็นเรื่องปกติ เชื่อด้วยว่าเขาอาจจะยอมให้เกิดขึ้นในเวลาใดก็ตาม เขาได้ลืมคุณสมบัติภายใน เช่น ความสวามิภักดิ์ ความอดกลั้น ความตั้งใจที่จะเติบโตและเรียนรู้ในรูปแบบอื่นเพื่อเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ การใช้พลังงานในการสร้างอย่างไม่มีระเบียบวินัยเช่นนี้ บ่งชี้ถึงความเห็นแก่ตัวอย่างลึกล้ำ ตามมาด้วยการหล่อเลี้ยงและพึ่งพิงด้านอารมณ์ที่ทำให้เกิดเกิดความเสียหายและทำลายคุณค่าของตนเอง บ่อยครั้งรวมถึงการสูญเสียความสัมพันธ์ที่มีความเคารพด้านจิตวิญญาณ

การฝึกจิตแบบราชาโยคะ มีโรคภัยทั้ง 5 ของดวงวิญญาณที่เรียกว่าเป็นมายา หมายถึงความหลอกลวง เริ่มจากการหลอกลวงตนเองที่จะหาความสุขด้วยวิธีผิดๆ ดวงวิญญาณมนุษย์สามารถทำตามหนทางที่หลอกลวงเหล่านี้ หรือเลือกวิถีชีวิตที่เป็นบวกและเติมเต็มได้ง่ายมากขึ้น ทางเลือกนั้นขึ้นอยู่กับการตระหนักรู้ถึงโรคภัยทั้ง 5 ของตนเองที่มีทายาทตามมา และแล้วเราจึงจะได้เปลี่ยนแปลงได้

เมื่อมีการตระหนักถึงความอ่อนแอ เราจะต้องใช้ยาอะไรหรือที่จะนำดวงวิญญาณกลับคืนสู่สภาพของการมีพลานามัยดี?

การเอาชนะความหลงทะนงเราต้องมีความถ่อมตนและความซื่อสัตย์ เราต้องมีความกล้าหาญที่จะมองดูตนเองอย่างซื่อสัตย์และรู้ว่าลักษณะของการคิดว่า “ฉันรู้” “ฉันควบคุม” นี้คงมีอยู่และต้องถูกขจัดออกไป เมื่อมีสัจจะและความสุข เราจำเป็นต้องจดจำภาวะดั้งเดิมว่า ‘ฉันคือใคร’ ที่เรียกว่า จิตสำนึกของ “โอมชานติ”

ฉันคือความสงบ,ผู้มีชีวิตทางจิต,นี่คือเอกลักษณ์ที่แท้จริงของฉัน

ในการที่จะดับความโกรธเราต้องใช้อะไร ความสงบและความสงบเงียบ ที่จะเข้าใจว่าความสงบคือสภาพดั้งเดิมของชีวิตที่จะจดจำว่าฉันคือผู้ที่สงบ หมายถึงการทำให้จิตสำนึกของความไม่รุนแรงก้าวร้าวปรากฏขึ้นมา ความสงบเงียบคือการเรียนรู้ที่จะใช้เบรคให้กับจิตใจและลิ้น ช่วยเราให้คิดก่อนที่พูด ผลตามมา ทำให้เราปลอดภัยจากการต้องเผชิญหน้ากับใครหรืออะไรในภาวะนั้น

การเอาชนะความผูกพันยึดมั่น จำเป็นต้องอาศัยการละวาง นั่นคือ ช่องว่างระหว่างตัวเองกับอารมณ์ที่รุนแรงของความอยากปรารถนา และช่องว่างระหว่างตนเองและผู้อื่น เราจำเป็นต้องมีพื้นที่ของความเคารพ ที่จะเข้าใจว่าความก้าวหน้าหรือ การค้นพบตัวตนที่แท้จริงนั้นเกิดจากอิสรภาพภายใน โดยไม่ขึ้นอยู่กับใคร และแล้วเราจะมีประสบการณ์ของการเป็นไทไม่พึ่งพิง นั่นคือ ความปราณี ความรัก และการโอบอุ้มผู้อื่น แต่อยู่เหนือการพึ่งพิงใดๆในเวลาเดียวกัน

การเติมช่องว่างที่เกิดมาจากความละโมบ ดวงวิญญาณต้องเข้าใจพลังของความใจกว้างที่แท้จริง การกระทำที่เอาแต่ได้ เป็นโรคภัยของความอยากที่เห็นแก่ตัวและกลายเป็นนิสัยที่ดวงวิญญาณคิดว่าปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์กับผู้อื่น แม้จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาแต่ก็ไม่เป็นธรรมชาติ ข้อพิสูจน์ของสิ่งนี้ คือ ความเจ็บปวด ความทุกข์ ความไม่พอใจที่ผู้คนส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในชีวิต

ความใจกว้างหมายถึงการให้แก่ตนเอง โดยตระหนักรู้ในคุณสมบัติดั้งเดิมทางจิตวิญญาณของตน นำออกมา แบ่งปันกับผู้อื่นอย่างเป็นธรรมชาติ

การขจัดไฟของตัณหาราคะ ดวงวิญญาณต้องใช้ยาของความเคารพ ที่ใดมีความเคารพที่จริงใจสำหรับผู้อื่น ที่นั่นจะไม่ทำให้เสียอารมณ์ ด้วยความเคารพ ความสมดุลและความสอดคล้องกลมกลืนจะทำให้ประสาทสัมผัสและวิญญาณเยือกเย็นลง เป็นการดูแลเอาใจใส่ที่ทำให้เราเห็นใจผู้อื่นจริงๆ ความรู้สึกกับการคงอยู่ของผู้อื่นว่าเขาเป็นอย่างไร ในภาวะที่เป็นไทกับตนและเป็นผู้ที่มีค่า ไม่ใช่เป็นการใช้ในทางที่ผิดทั้งด้านอารมณ์ หรือทางด้านร่างกายด้วยการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง

ราชาโยคะหมายถึงเป็นราชาในตนเอง

ด้วยการเอาชนะตนเองเช่นนี้ ที่เราสามารถตระหนักได้ แล้วใช้ทรัพยากรหรือยาที่เป็นอมตะ บ่อยครั้งที่เราไม่สามารถเปิดล็อคได้และตระหนักรู้ว่ายาจากภายในและการเชื่อมโยงกับแหล่งแห่งพลังงานสูงสุด นั้นคือสิ่งที่จำเป็นการฝึกจิตคือการเชื่อมโยงกับพระเจ้า เพื่อนำพลังงานบวกในตนเองออกมาใช้
(จากหนังสือบราเตอร์แอนโทนี่ อดีตผู้ประสานงานประเทศกรีก แม้ได้ละร่างไป แต่ประสบการณ์ชีวิตกลายเป็นอมตะด้วยพลังโยคะ)

โอม ชานติ

Comments

Be the first to comment.

Leave a Reply

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

*